สัมภาษณ์ 'กอบสุข เอี่ยมสุรีย์'
นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย (คนใหม่) 'กอบสุข เอี่ยมสุรีย์' อยากเห็นการแก้ปัญหาข้าวแบบบูรณาการ

วันที่ 6 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เลือกตั้งนายกสมาคมคนใหม่แทน "ชูเกียรติ โอภาสวงศ์" ที่หมดวาระหลังจากนั่งเก้าอี้ตัวนี้มา 2 สมัยหรือ 4 ปีแล้ว โดยผู้ได้รับเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์คือ "กอบสุข เอี่ยมสุรีย์" จากค่ายกมลกิจ กรุ๊ป ผู้ส่งออกข้าวนึ่งรายใหญ่ และนับเป็นนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย (หญิง)คนแรก นับแต่สมาคมนี้ก่อตั้งมา 92 ปี
ในโอกาสนี้เธอได้เปิดใจให้สัมภาษณ์กับ "ฐานเศรษฐกิจ" ในหลายประเด็นน่าสนใจ
ความรู้สึกที่ได้รับเลือกเป็นนายกฯ:
เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นางสาวกอบสุข ถ่ายทอดความรู้สึกให้ฟังว่า มีความรู้สึกหนักใจมาก ด้วยเหตุผลที่ว่าเพราะสมาคมนี้นายกสมาคมคนก่อนๆ แต่ละท่านทำไว้ดีมาก ทำงานให้กับสมาคมจนเป็นงานเต็มเวลาของตัวเอง เรามาทีหลังถ้าทำด้อยลงไปจะดูไม่ดีจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ อย่างน้อยต้องรักษามาตรฐานที่ทุกท่านทำไว้ก่อนหน้านี้ ที่สำคัญสินค้าข้าวมีความอ่อนไหว และร้อนแรงตลอดทั้งปี เวลามีปัญหาผู้ส่งออกมักจะโดนหางเลขอยู่เป็นประจำว่ากดราคาบ้าง ซึ่งสมาคมพยายามแก้ภาพลักษณ์และน่าจะเป็นภารกิจหนึ่งที่จะสร้างความเข้าใจให้กับสังคมว่าความจริงแล้วผู้ส่งออกข้าวไทยไม่ได้กดราคา แต่เนื่องจากเราไม่ใช่ผู้ส่งออกประเทศเดียวมีคู่แข่งเยอะและลูกค้าก็เป็นผู้กำหนดราคามา จึงคิดว่าเป็นภารกิจที่หนัก
ข้าวไทย-ข้าวโลกปีนี้ดี:
พร้อมกันนี้เธอได้สะท้อนมุมมองสถานการณ์ข้าวโลกและข้าวไทยให้ฟังว่า จากการที่ปีนี้งานวิจัยของหน่วยงานสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (อีรี่)องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ)กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (ยูเอสดีเอ)มองว่าตลาดมีความต้องการสูง ขณะที่ซัพพลายส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างอินเดียยังไม่ส่งออก เพราะฉะนั้นในส่วนของการค้าการส่งออกน่าจะมีความคึกคักขึ้น ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกน่าจะได้รับอานิสงส์จากความต้องการของตลาด
อย่างไรก็ดีขีดความสามารถในการแข่งขันของเราจะแข่งขันได้แค่ไหน เพราะหากมองคู่แข่งแล้วมีทั้งคู่แข่งถาวรอย่างเวียดนามอยู่ และมีคู่แข่งที่ประมาทไม่ได้อย่างพม่า- เวียดนามปีที่ผ่านมาส่งออกได้ 6 ล้านตัน ของเราส่งออกได้ 8.5 ล้านตัน เป็นการหายใจรดต้นคอกันเลย ปีนี้เขา(เวียดนาม)ตั้งเป้าส่งออก 5.5 ล้านตัน แต่คิดว่าน่าจะเกินนี้เพราะไตรมาสแรกเวียดนามมีสัญญาส่งออกแล้ว 2.3 ล้านตัน เกือบจะครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว เพราะฉะนั้นคิดว่าปีนี้เวียดนามอาจจะตั้งเป้าต่ำไว้ก่อน แต่ในความเป็นจริงส่งออกเกินเป้า
สำหรับพม่าปีที่ผ่านมาส่งออก 1 ล้านตัน ปีนี้คิดว่าจะส่งออกมากกว่า ซึ่งการส่งออกของพม่าจะยังเห็นไม่ชัดเจน เพราะลักษณะการส่งออกยังไม่ได้ส่งออกขายตลาดสากลทั่วไป แต่จะขายตามชายแดน แต่จะมีผลต่อไทยได้เพราะซัพพลายที่ออกจากพม่าจะมาดึงตลาดข้าวไทยบางส่วนไป ที่สำคัญศักยภาพของพม่าดีมาก คิดว่าอีก 5 ปีจะเห็นพม่าเปลี่ยนไป ปากีสถานเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ต้องจับตาปีนี้เริ่มมากในเรื่องของการผลิต ส่วนการตลาดมีนักธุรกิจจากอินเดียที่ไม่ได้ทำอาชีพส่งออกข้าวเพราะว่ารัฐบาลอินเดียหยุดส่งออกข้าวนึ่ง จึงไปทำตลาดข้าวที่ปากีสถาน
สรุปแล้วสำหรับข้าวไทยหลายอย่างเป็นที่ยอมรับของตลาดอยู่แล้วทั้งตัวสินค้าและบริการ สำคัญอยู่ที่ว่าราคายังสูงอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะบอกว่าข้าวนี้ราคานี้คุ้มค่า
ตลาดต้องการนำเข้าเพิ่ม:
ในด้านประเทศผู้นำเข้ามีความต้องการนำเข้าเพิ่มแน่นอน เพราะอินเดียไม่ส่งออก อินเดียซัพพลายข้าวให้แอฟริกาปีหนึ่งประมาณ 5 ล้านตัน เมื่ออินเดียหยุดส่งออกซัพพลายส่วนนี้ก็จะหายไป แต่ไทยคงไม่สามารถครอบครองได้หมด คือความต้องการจะกระจัดกระจายไปตามจุดต่างๆ แต่ถ้าราคาข้าวของเราเหมาะสมน่าจะคว้ามาได้มากเหมือนกัน ส่วนตลาดอื่นๆ ประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ยังคงเป็นประเทศแอฟริกา ฟิลิปปินส์
สำหรับอินเดียคิดว่าไม่มีการนำเข้าข้าว เพราะข้าวในประเทศเขาราคาต่ำ แต่ข้าวโลก คือข้าวไทยราคาสูงโด่ง คิดแบบสามัญสำนึกแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านำเข้าเพื่อเป็นสต๊อก อินเดียน่าจะนำเข้าข้าวสาลีเพราะราคาถูกกว่าข้าวนึ่ง ข้าวขาวมาก และคนอินเดียสามารถรับประทานได้ทั้ง 2 ชนิด เพราะฉะนั้นถ้าเหตุผลปริมาณข้าวลดลงแล้วต้องนำเข้าข้าวนึ่ง ข้าวขาว ซึ่งราคาสูงไม่น่าเป็นไปได้ อินเดียน่าจะเลือกนำเข้าข้าวสาลีมากกว่า แต่ถ้าเป็นเรื่องของการเมืองควรจะต้องนำเข้าเพื่ออะไรก็ตามอันนั้นมีความเป็นไปได้ เพราะสินค้าข้าวนักวิเคราะห์พูดกันอยู่ตลอดว่าปริมาณข้าวที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดโลกจำนวนมากๆ เป็นการหมุนเวียนที่เกิดจากการตัดสินใจทางการเมืองมากกว่าตลาดปกติ
ตลาดข้าวนึ่งยังไปได้ดี:
ในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกข้าวหนึ่งรายใหญ่ เธอได้วิเคราะห์สถานการณ์ข้าวนึ่ง ว่าความต้องการยังคงมีต่อเนื่องตลอด ปีที่ผ่านมาความต้องการเพิ่มขึ้น เนื่องจากอินเดียไม่ส่งออก แม้จะมีข้าวนึ่งจากบราซิล ปากีสถาน เข้ามาเติมตลาด แต่เนื่องจากข้าวนึ่งบราซิลราคาแพงเกือบเท่าข้าวนึ่งไทย ความได้เปรียบของบราซิลจะลดลงในปีนี้ ส่วนปากีสถานยังเป็นคู่แข่งอยู่ในส่วนของข้าวนึ่งคุณภาพต่ำ แต่ไม่ถือเป็นอุปสรรคที่รุนแรงเพราะไม่ได้ส่งออกมาก ดังนั้นโอกาสข้าวนึ่งจึงยังสดใสอยู่ และโอกาสที่จะเติบโตยังมีความเป็นไปได้
อย่างไรก็ดีตลาดข้าวนึ่งมีความผันผวนสูงพอสมควร เพราะไม่มีตลาดในประเทศรองรับ มุ่งส่งออกต่างประเทศอย่างเดียว เพราะฉะนั้นหากช่วงไหนเรือไม่เข้ามารับข้าวราคาจะตก แต่ถ้าเรือเข้ามาราคาก็จะขึ้น จะเห็นได้ว่าช่วงเวลา 1-2 เดือน ราคาจะต่างกันประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ อันนี้เป็นความเสี่ยงของผู้ส่งออกแต่โดยภาพรวมตลาดข้าวนึ่งดี ตลาดมีความต้องการ ผู้ส่งออกจึงต้องระวังจะเก็บสต๊อกหรือไม่เก็บ จะซื้อจะขายเมื่อไร อยู่ที่การบริหารจัดการของผู้ส่งออกแต่ละราย
ส่วนข้าวเหนียวปีนี้ราคาก็สูง เพราะข้าวเหนียวซัพพลายมีน้อย ตลาดแคบ เวลาเกิดอะไรขึ้นมามันพลิกผันอย่างรุนแรง
หนุนรัฐระบายข้าว3แสนตัน:
การที่รัฐบาลเปิดประมูลขายข้าวขาวปริมาณ 300,000 ตัน ข้าวเหนียวอีก 75,000 ตัน ไม่ได้ผิดจังหวะอะไร ไม่ได้ผิดจังหวะร้ายแรง แม้ว่าช่วงนี้ความต้องการตลาดจะน้อยลง เพราะเป็นช่วงต้นปีอยู่ หากปล่อยออกมาการปรับตัวด้านราคาลงไปคงมีบ้าง คงไม่ลงถาวรปีนี้ทั้งปีแนวโน้มราคาน่าจะอยู่ในเกณฑ์นี้
"จริงๆแล้วดีแล้วที่ปล่อยออกมา เพราะรัฐบาลเสียเปรียบไม่เหมือนกับเอกชนคิดวันนี้พรุ่งนี้ทำเลย กว่าจะผ่านขั้นตอนต่างๆ ตลาดเปลี่ยนไปหมดแล้ว มีอยู่ช่วงหนึ่งเดือนธันวาคมควรจะปล่อยแต่กระบวนการช้า เพราะขั้นตอนรัฐบาลยืดยาวหลายวัน ดังนั้นถามว่าปล่อยวันนี้แย่ไหมก็จะตอบว่าไม่แย่ ดีกว่าไปปล่อยตอนราคาที่ลงไปกว่านี้ คือราคาอยู่ระดับต่ำไปปล่อยก็ยิ่งต่ำ แต่ทั้งนี้ถ้าจะให้ดีปล่อยล็อตเล็กๆ เช่น 200,000 ตัน หรือ 100,000 ตัน ปล่อยทุกเดือนรับรองว่าจะไม่เป็นข่าวเลย และจะไม่มีผลต่อราคาในตลาด"
จัดการข้าวแบบบูรณาการ:
นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคนใหม่ กล่าวว่า อุตสาหกรรมข้าวประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่าย ทุกฝ่ายควรจะได้นั่งหารือกันอย่างจริงใจ มาดูว่าเท่าไรถึงจะเรียกว่าพอดีสำหรับทุกฝ่าย ชาวนาก็ต้องพอดี โรงสี ผู้ส่งออกก็ต้องพอดี ความจริงแล้วบางเรื่องสามารถตกลงกันได้ไม่ต้องออกมาโจมตีกัน ซึ่งทางที่ดีภาครัฐควรจะเป็นเจ้าภาพ พยายามจัดให้เป็นนโยบายแบบบูรณาการ ผู้ส่งออกเข้าใจดีว่าชาวนาจะต้องได้รับความช่วยเหลือแต่แค่ไหนจึงจะเพียงพอ สำหรับผู้ส่งออกก็ต้องการในระดับที่สามารถแข่งขันได้ เพราะที่สุดแล้วอุตสาหกรรมนี้ทั้ง 3 ฝ่าย ชาวนา โรงสี ผู้ส่งออกต้องอยู่ร่วมกัน ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้
ตอนนี้ปัญหาของชาวนาคือต้นทุนแพง ปัญหาของผู้ส่งออกคือด้านการตลาดมีคู่แข่งเยอะ ผู้ส่งออกอยากได้วัตถุดิบพรีเมียมเพราะต้นทุนเราสูง ราคาสินค้า ทำอย่างไรเราจะอยู่ตลาดบนให้ได้ เพราะของเราแพงเมื่อราคาแพงสินค้าเราก็ต้องดีด้วย จึงจะไปทำตลาดบนได้ ทำให้คนบริโภคเขามีความรู้สึกว่าถ้าจะกินข้าวแพงก็ต้องได้ข้าวดีด้วย หรือถ้าเป็นข้าวดีต้องเป็นข้าวไทย และข้าวไทยควรจะไปทิศทางนั้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,499 24 -27 มกราคม พ.ศ. 2553